บริบททุ่งกุลาร้องไห้

ตำนานทุ่งกุลาร้องไห้และพื้นที่อาณาเขต

สภาพภูมิศาสตร์ทุ่งกุลาร้องไห้เริ่มปรากฏตั้งแต่ยุค Jurassic ตอนปลาย ถึงต้นยุค Cretaceous ราว 135 ล้านปีมาแล้ว เกิดยุคน้ำแข็งและแผ่นดินไหว เกิดการสูญเสียครั้งใหญ่ของสัตว์เลื้อยคลาน และมีผลอย่างมากต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิประเทศของประเทศไทย โดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย กล่าวคือน้ำทะเลได้ทะลักเข้ามาทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ ในส่วนของแอ่งโคราชเริ่มจมลงทำให้เกิดชั้นเกลือและยิปซัมในชุดหินโคราชที่อยู่ต่ำลงไปประมาณ 500–600 ฟุต

ต่อมาปลายยุค Cretaceous ต่อกับยุค Tertiary ราว 68–70 ล้านปีมาแล้ว เปลือกโลกเริ่มหมุนตัวแทรกขึ้นมาของหินแกรนิต ทำให้แอ่งโคราชเริ่มยกตัวขึ้นในระยะนี้และแรงดันภายในโลกทำให้เกิดรอยเลื่อน (Fault) ขึ้นทางด้านตะวันตก และด้านใต้ของภาคเกิดเป็นเทือกเขาทางด้านตะวันตกของภูมิภาคคือแนวเทือกเขาดงพญาเย็น และเทือกเขาเพชรบูรณ์ สำหรับเทือกเขาด้านใต้คือเทือกเขาดงรักและเทือกเขาสันกำแพงขึ้นพร้อมๆกันนั้นได้เกิดแรงบีบอัดตัวภายในโลก ทำให้เปลือกโลกโก่งตัว (Fold) เป็นเทือกเขาภูพาน และเทือกเขาภูพานก็ได้แบ่งภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นสองแอ่ง คือ แอ่งโคราช (Korat basin) และแอ่งสกลนคร(Sakol nakhon basin)แนวของชั้นหินทำมุม 5–10 องศา สู่กลางแอ่ง สำหรับทุ่งกุลาร้องไห้ตั้งอยู่ในแอ่งโคราช

ในยุค Quaternary หรือประมาณ 2 – 3 ล้านปีมาแล้ว ลักษณะของทุ่งกุลาร้องไห้นั้นน่าจะเป็นแอ่งน้ำเก่าซึ่งไม่ต่างจากหนองหานของจังหวัดสกลนครในปัจจุบันมากนัก เนื่องจากการสลายตัวของชุดหินโคราช โดยเฉพาะหินทรายได้ดำเนินไปอย่างต่อเนื่องและรวดเร็ว ทำให้แอ่งน้ำใหญ่ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือเกิดการตื้นเขินซึ่งเข้าใจว่าต่อเนื่องกับทุ่งกุลาร้องไห้ แต่การตื้นเขินเกิดขึ้นมานานแล้ว ทำให้เกิดปฏิกิริยาเปลี่ยนแปลงทางชีววิทยา ลักษณะที่เห็นซึ่งต่างจากทุ่งกุลาไปบ้าง แอ่งน้ำทุ่งกุลาร้องไห้อาจเป็นทะเลน้ำจืดขนาดใหญ่ ซึ่งปรากฏหลักฐานการทับถมของซากดึกดำบรรพ์ ได้แก่ ซากหอยที่จับตัวกันแน่นเป็นแผ่นหนาตั้งแต่ 10-30 เซนติเมตรซึ่งเป็นที่มาของ “โพนขี้นก”

สำหรับอำเภอสุวรรณภูมิ มีโพน (เนินที่สูง) ขี้นกอยู่หลายแห่ง รวมไปถึงอำเภอเกษตรวิสัยด้วย บริเวณที่พบซากหอยโบราณที่กล่าวถึงนี้ ชาวบ้านเรียกว่า โพนขี้นกน้อย อยู่ในเขตบ้านดอนพิมาน ตำบลสระคู อำเภอสุวรรณภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด ตามผิวดินปรากฏซากหอยที่จับตัวกันแน่น หรือ “ฟอสซิล” นี้แบ่งออกหลายประเภทตามลักษณะการเกิด นักโบราณชีววิทยาได้จัดประเภทฟอสซิลหอยที่โพนขี้นกอยู่ ประเภทซากแร่แทรก (Mineralization หรือ Per mineralization) เกิดจากสารละลายแทรกเข้าไปตกตะกอนบรรจุอยู่ตามรูพรุนของซากหิน ซึ่งทำให้ซากไม่เปลี่ยนรูปร่าง หรือสารของซากไม่เปลี่ยนแปลง เหตุนี้เองทำให้ซากดูหนักขึ้นเหมือนหิน จากการวิเคราะห์ของ นายภราเดช  ศรีสุข อาสาสมัครประจำศูนย์วิจัยไดโนเสาร์ภูกุ้มข้าว วัดสักกะวัน อำเภอสหัสขันธ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ ซากหอยเหล่านี้มีอายุประมาณ 2 ล้านปี ตรงกับยุค Quaternary น่าจะเป็นหอยน้ำจืดประเภทที่มีฝาเดียว (Gastropod) จำพวกหอยขม (genus viviparous) และประเภทสองฝา (bivalve) จำพวกหอยกาบ (family cardida) 

ภาพที่ 1 พื้นที่อาณาเขตทุ่งกุลาร้องไห้

ทุ่งกุลาร้องไห้มีเนื้อที่ประมาณ 2.1 ล้านไร่ (2,107,690  ไร่) มีความยาววัดจากแนวตะวันออก – ตะวันตก ประมาณ 150 กิโลเมตรความกว้างที่สุดวัดจากด้านทิศเหนือ - ด้านทิศใต้ ประมาณ 50 กิโลเมตรครอบคลุมพื้นที่  5 จังหวัด 12 อำเภอ 79 ตำบล 1,048 หมู่บ้าน เป็นที่นาปลูกข้าวหอมมะลิ 1,266,103 ไร่  ให้ผลผลิตปีละ 4 แสนกว่าตัน    เป็นทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ 470,961    ไร่  มีวัวควายอยู่ราว 270,000 ตัว มียูคาลิปตัสอยู่ประมาณ  60 ล้านต้นให้ผลผลิตไม้ปีละ 2 ล้านตัน  มีแหล่งโบราณคดี  408  แห่ง  มีคนอยู่อาศัยราว  620,000  คน   ดังนี้

1.   จังหวัดร้อยเอ็ด มีเนื้อที่ทั้งหมด 986,807 ไร่ได้แก่  พื้นที่บางส่วนของอำเภอเกษตรวิสัย 390,600 ไร่จำนวน 7 ตำบล อำเภอสุวรรณภูมิ 247,000 ไร่  อำเภอปทุมรัตต์ 162,207 ไร่และอำเภอโพนทราย 186,600 ไร่  จำนวน 7 ตำบล

2.   จังหวัดมหาสารคาม มีเนื้อที่ทั้งหมด 193,890 ไร่ได้แก่ พื้นที่บางส่วนของอำเภอพยัคฆภูมิพิสัย จำนวน 5 ตำบล

3.   จังหวัดสุรินทร์ มีเนื้อที่ทั้งหมด 575,933 ไร่  ได้แก่  พื้นที่ทั้งหมดของอำเภอท่าตูม 175,593 ไร่จำนวน 2 ตำบล อำเภอชุมพลบุรี 400,400 ไร่ จำนวน 7 ตำบล

4.   จังหวัดยโสธร พื้นที่บางส่วนของอำเภอมหาชนะชัย 3 ตำบล และอำเภอค้อวัง 3 ตำบล มีเนื้อที่64,000 ไร่

5.   จังหวัดศรีสะเกษ พื้นที่ทั้งหมดของอำเภอราษีไศลจำนวน  10 ตำบล  มีเนื้อที่ทั้งหมด   287,000 ไร่

แนวเขตรอบพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ มีดังนี้

-  ทิศใต้             น้ำมูลเป็นเส้นแนวเขตตลอดความยาวของพื้นที่

-  ทิศเหนือ          เส้นแนวเขตผ่านอำเภอปทุมรัตอำเภอสุวรรณภูมิอำเภอหนองฮี และอำเภอโพนทราย

                       อำเภอเกษตรวิสัย

-  ทิศตะวันตก      มีลำพังชูเป็นเส้นแบ่งแนวเขต

-  ทิศตะวันออก     เส้นแนวเขตผ่านอำเภอราษีไศล อำเภอศิลาลาด  อำเภอชนะชัยและอำเภอ ค้อวัง

ตำนานเขาว่าไว้ เมื่อทะเลอันกว้างใหญ่ไพศาลได้กลายสภาพมาเป็นท้องทุ่งอันกว้างใหญ่ทำให้มองเห็นดินจรดท้องฟ้ามาแล้วเป็นเวลานานเท่าไร่ไม่มีใครสามารถบอกได้ แต่คนเฒ่าคนแก่ได้เล่าสืบต่อกันมาว่า เมื่อหลายร้อยปีมาแล้ว ได้มีการค้าขายติดต่อกับพ่อค้าต่างบ้านต่างเมืองทั้งที่ใกล้เคียงและห่างไกลกันมีพ่อค้าหาบสินค้าเที่ยวขายไปตามหมู่บ้านแถบทุ่งกว้างนี้เป็นประจำโดยเฉพาะฤดูแล้ง บรรดาพ่อค้าที่มาค้าขายในเขตทุ่งกุลาร้องไห้นี้ได้มีพ่อค้าพม่าเผ่าหนึ่งชื่อว่า “เผ่ากุลา” ได้นำสินค้ามาเร่ขายและมากันเป็นหมู่คณะ 20 – 30 คน สินค้าที่นำมาขายได้แก่ สีย้อมผ้า เข็ม แพรพรรณ ยาสมุนไพร เครื่องถม ซึ่งทาด้วยไม้ไผ่ทารักลงสี ลวดลายสวยงามเป็นกล่องคล้ายกระติ๊บข้าวเหนียวชาวบ้านนิยมซื้อไว้ใส่บุหรี่และหมากพลูเวลาเดินทางไปไหนมาไหนพวกพ่อค้านำสินค้าใส่ถุงใบใหญ่ที่เรียกว่า “ถึงกระเทียว” มาขายจะหาบเร่ร่อนรอนแรมไปเรื่อยๆเป็นแรมเดือนแรมปีขายหมดที่ใดก็จะซื้อสิ้นค้าหาบเร่ขายไปเรื่อยๆ ครั้งหนึ่งมีกุลาพวกหนึ่งเที่ยวเร่ขายสินค้าจากอุบลราชธานี ศรีสะเกษ เรื่อยมาจนถึงสุรินทร์พอถึงท่าตูม พวกกุลาได้พาซื้อครั่งเป็นจำนวนมาก เพื่อจะไปทำสีย้อมผ้ามาขายอีกต่อหนึ่ง พวกกุลาต่างพากันหาบครั่งข้ามแม่น้ำมูล พอได้มาสักหน่อยก็ถึงท้องทุ่งอันกว้างใหญ่ หมายใจว่าจะเดินตัดท้องทุ่งไปสู่เมืองป่าหลาน (อำเภอพยัคฆภูมิพิสัย) มหาสารคาม ขอนแก่น อุดรธานี ขึ้นเหนือไปเรื่อยๆ ซึ่งเป็นเส้นทางที่พ่อค้ายังไม่เคยเดินผ่านทุ่งนี้มาก่อน ทำให้ไม่ทราบระยะทางที่แท้จริง เพราะเห็นเมืองป๋าหลานอยู่หลัดๆหาทราบไม่ว่า “ใกล้ตาแค่ไกลตีน” (สำนวนภาษาอีสาน คือ มองเห็นเป็นใกล้แต่ต้องเดินไกล) ขณะที่เดินข้ามทุ่งรู้สึกเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้ามาก และเป็นฤดูแล้งด้วย น้ำจะดื่มก็ไม่มี ต้นไม้ที่จะอาศัยร่มเงาแม้เพียงต้นเดียวก็ไม่มี ทั้งที่แดดก็ร้อนจัดต่างก็พากันอิดโรยไปตามๆกัน ครั่งที่หาบมาจะทิ้งก็เสียดาย จึงพากันโอดครวญและคิดว่าจะเอาชีวิตมาตายในท้องทุ่งนี้เป็นแน่แท้ จึงพากันร้องไห้ไปตามๆกัน

พวกกุลาต่างพากันร้องไห้แล้วได้พากันพักพอหายเหนื่อย จึงเดินทางต่อไปอีก แต่ครั่งที่หาบมาหนักมากพวกกุลาจึงพากันทิ้งครั่งบ้างเล็กน้อย ต่อมากลายเป็น “หมู่บ้านดงครั่งน้อย” อำเภอเกษตรวิสัย จังหวัดร้อยเอ็ด เมื่อพวกกุลาเดินทางต่อไปอีกรู้สึกอิดโรยมาก ครั้นไปถึงกลางทุ่งจึงตัดสินใจเทครั่งทั้งหมดคงเหลือไว้แต่อาหารเท่านั้น  บริเวณที่กุลาเทครั่งทิ้งทั้งหมดนี้  ต่อมาได้ชื่อว่า “บ้านดงครั่งใหญ่” อำเภอเกษตรวิสัย จังหวัดร้อยเอ็ด เมื่อพวกกุลาเดินทางมาพ้นทุ่งแล้ว เข้าสู่หมู่บ้านมีคนมามุงดูจะขอซื้อสินค้าเป็นจำนวนมากแต่พวกกุลาไม่มีสินค้าที่จะขายให้แก่ชาวบ้าน  พวกกุลาพากันเสียใจและเสียดายสินค้าที่ตนได้เททิ้งลงกลางทุ่ง พวกกุลาจึงพากันร้องไห้อีกครั้งเป็นครั้งที่สอง ทำให้เกิดเป็นชื่อเรียกทุ่งอันกว้างใหญ่ไพศาลแห่งนี้ว่า “ทุ่งกุลาร้องไห้” มาตราบเท่าทุกวันนี้

คำว่า กุลา ในพระราชพงศาวดาร เรียกว่า “ต้องสู้หรือต้องซู่” ได้เข้ามาค้าขายในภาคอีสาน บางคนได้ภรรยาเป็นชาวอีสาน ตั้งหลักแหล่งเป็นกลุ่มใหญ่ ดังเช่น กุลาบ้านโดนใหญ่ ตำบลก่อเอ้ อำเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี กุลา หรือ กุหล่า ในพจนานุกรมฉบับบัณฑิตยสถาน หมายถึง ชาติต้องซู่ และไทยใหญ่ คำว่ากลุ่มกุลาไม่ทราบแน่ชัดว่าเป็นภาษาอีสานหรือพายัพ แต่ภาษาถิ่นภาคเหนือเรียกคนต่างถิ่นว่า กุลา เช่นฝรั่ง เรียกว่า กุลาขาว เรียกแขกว่า กุลาดำ (ต้องซู่ เป็นชาวกะเหรี่ยงเผ่ากะโป อาศัยอยู่บนภูเขา ส่วนไทยใหญ่ คือ ชาน หรือเงี้ยว เอกสารทางราชการมักเรียกชาวกุลาว่าต้องซู่) ชาวกุลาเป็นพ่อค้าหาบเร่ (Iterant Peddlers) รองจากชาวจีน ชาวกุลาได้เร่ขายสินค้าเช่น ง้าว (ดาบปลายกุด) เครื่องเงิน เครื่องเขิน ขันทองเหลือง เชี่ยนหมาก  ผ้าแพร สีย้อมผ้า และฆ้อง เร่ร่อนไปตามหมู่บ้าน และเนื่องจากการเดินทางในสมัยก่อนมีผู้ร้ายชุกชุม จึงมักไปกันเป็นกลุ่มๆ 10-20 คน นำสินค้าเดินทางเร่ขายจากเมืองนั้นไปเมืองนี้ รอนแรมไปตามหมู่บ้าน ค่ำไหนนอนนั้น ส่วนมากจะอาศัยนอนตามศาลาวัด เมื่อสินค้าที่นำมาขายหมดก็จะขึ้นไปซื้อสินค้านำลงมาขายใหม่ แต่จะไปโดยไม่ให้เสียเที่ยว เพราะเขาจะซื้อสินค้าจากภาคอีสานขึ้นไปขายด้วย เมื่อขายหมดก็จะซื้อสินค้าจากเหนือลงมาขายอีก กลับไปแต่ละครั้งก็ชวนญาติพี่น้องพวกพ้องที่สนิทสนมนำสินค้าตามมาค้าขายด้วย Junko Kooisumi (จุนโกะ โคอิชูมิ)  เขียนไว้ในบทความเรื่องทำไมกุลาถึงร้องไห้ (why the Kula  Wept) กล่าวถึงการเข้ามาของชนเผ่ากุลาในปี พ.ศ. 2381 ในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3) ใจความว่า “ชาวต้องซู่” (กุลา) จะมาเป็นกลุ่มจากมะละแหม่ง (เมาะลำเมิง-เมืองมอลเมียนที่ว่าราชการของมณฑลตะนาวศรี) ผ่านจังหวัดตาก หรือเมืองระแหง นำสินค้ามาขายระหว่างทางและซื้อช้างซื้อวัวไปยังบ้านเกิดเมืองนอนของตน ช้าง งาช้าง เขาสัตว์ ไหม วัว ควาย เป็นสินค้าที่นิยมในการซื้อขายของกุลา(ต้องซู่) ในแถบนครราชสีมาและลาวเหนือ  และเหตุที่ทำให้การค้าขายของชาวกุลาเฟื่องฟูเพราะได้รับอภิสิทธิ์ด้านการค้าตามสนธิสัญญาเบาริ่ง พ.ศ. 2398 เนื่องจากชาวกุลาถือเป็นคนบังคับของอังกฤษ รัฐบาลไทยให้ความสะดวกในการค้าขายตามพันธะสัญญาเบาริ่ง

 

วัฒนธรรมทุ่งกุลาร้องไห้

          การจัดกลุ่มวัฒนธรรมต่างๆนั้น ได้มีการนำหลักฐานทางโบราณคดีสำคัญสองประการมาพิจารณา คือ ภาชนะลักษณะดินเผา และประเพณีการฝังศพเป็นหลัก โดยทั้งนี้กลุ่มวัฒนธรรมในภาคตะวันออกเฉียงเหนือได้มีการจัดแบ่งกลุ่มต่างๆ ดังนี้

1.      กลุ่มชุมชนโบราณลุ่มแม่น้ำสงคราม หรือกลุ่มวัฒนธรรมบ้านเชียง

2.     กลุ่มชุมชนโบราณลุ่มแม่น้ำชีตอนบน

3.     กลุ่มชุมชนโบราณลุ่มแม่น้ำมูลตอนบน หรือกลุ่มพิมาย

4.     กลุ่มชุมชนโบราณลุ่มแม่น้ำชีตอนล่าง และแม่น้ำมูลตอนกลาง หรือกลุ่มทุ่งกุลาร้องไห้

5.      กลุ่มชุมชนโบราณลุ่มแม่น้ำมูลตอนล่าง

วัฒนธรรมทุ่งกุลาร้องไห้แตกต่างกลุ่มวัฒนธรรมอื่นๆ เพราะภาชนะดินเผามีลักษณะเฉพาะทั้งในด้านเนื้อดิน การตกแต่ง และหน้าที่การใช้งาน เดิมได้มีนักวิชาการ เช่น รศ.ศรีศักดิ์ วัลลิโภดม ได้กล่าวถึงลักษณะพิเศษของภาชนะดินเผาที่พบในทุ่งกุลาร้องไห้นี้ว่า “แบบทุ่งกุลา” มีเนื้อดินสีขาว  ลักษณะบาง  เผาด้วยอุณหภูมิสูง  ตกแต่งด้วยลายเชือกทาบ ทาน้ำสีแดง บริเวณขอบปากเขียนเป็นเส้นตรงที่ขอบปาก และ ศ.ชาร์ล ไฮแอมได้ค้นพบภาชนะดินเผาที่มีลักษณะพิเศษที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย คือ  ภาชนะแบบร้อยเอ็ด (Roi-et ware) พบครั้งแรกที่แหล่งโบราณคดี บ้านโนนเดื่อ บ่อพันขัน ดอนตาพัน อำเภอสุวรรณภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด (ปัจจุบันเป็นแหล่งโบราณคดีดอนตาพัน อยู่ในเขตอำเภอโพนทราย จังหวัดร้อยเอ็ด) ซึ่งมีลักษณะพิเศษ ในด้านการตกแต่งผิว คือ  ผิวภาชนะด้านนอกจะตกแต่งด้วยลายทาบเชือกทำให้เรียบแล้วเขียนทับด้วยสีแดงเป็นแถบ นอกจากภาชนะดินเผาแล้ว วัฒนธรรมทุ่งกุลาร้องไห้ยังปรากฏประเพณีการฝังศพที่มีการนำกระดูกคนตายใส่ลงไปในภาชนะดินเผาและฝังอีกครั้งหนึ่ง เรียกรูปแบบนี้ว่า ประเพณีการฝังศพครั้งที่สอง ซึ่งแบบแผนการฝังศพจะปรากฏมากมายหลายรูปแบบ ดังเช่น  ภาชนะบรรจุกระดูก ทรงไข่ ทรงกลม และทรงกระบอก ซึ่งล้วนแล้วแต่จะมีฝาปิดเป็นทรงอ่าง ทรงชามขนาดใหญ่ (คล้ายกระทะ) และฝาปิดเป็นแผ่นดินเผาทรงกลมมีหูหรือด้ามจับ และจะพบว่ามีการฝังรวมกันเป็นกลุ่ม ทั้งการวางภาชนะในแนวนอน และตั้งฉากกับพื้นสำหรับการฝัง โดยการวางภาชนะในแนวนอนนั้นจะพบการวางเรียงต่อกันเป็นเถา (ส่วนปากภาชนะจะต่อกับส่วนก้นภาชนะดินเผาอีกใบหนึ่ง) และแบบพิเศษที่นำภาชนะทรงยาวขนาดใหญ่ 2 ใบ มีลักษณะส่วนปากประกบกันมองดูคล้าย “แคปซูล”

สำหรับชุมชนโบราณที่ปรากฏในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้จะปรากฏทั้งที่มีคูน้ำ คันดิน และไม่ปรากฏคูน้ำคันดินล้อมรอบ ซึ่งพบการตั้งถิ่นฐานบริเวณราบลุ่มน้ำท่วมถึง (flood Plain) บริเวณลานตะพักลำน้ำระดับต่ำ (low terrace) และลานตะพักลำน้ำระดับต่ำ (Middle terrace) ซึ่งอยู่ใกล้กับแหล่งน้ำที่มีผลต่อชีวิตของผู้คนในสมัยโบราณเสมอมา  และจากการศึกษาที่ผ่านมาช่วงเวลาที่มีการแพร่กระจายของกลุ่มวัฒนธรรมทุ่งกุลาร้องไห้อย่างหนาแน่นน่าจะจัดอยู่ในช่วงสมัยก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลาย มีอายุประมาณ 2,500 ปี เป็นต้นมา     จนกระทั่งได้รับอิทธิพลวัฒนธรรมเขมร    ซึ่งมีอายุราวพุทธศตวรรษที่ 15 –18

ประมาณพุทธศตวรรษที่  23 - 24 เป็นช่วงเวลาที่เกิดการอพยพของคนลาวเวียงได้เคลื่อนเข้ามาสู่ภาคอีสานมากขึ้น  โดยเฉพาะในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้มีชาวลาวเวียงที่อพยพมาจากนครจำปาสักและตามมาด้วยคนส่วย คนกุย และคนเขมร เข้ามาสร้างบ้านแปงเมืองมากขึ้นเพียงระยะเวลา  200 – 300  ปี  เปลี่ยนสภาพทุ่งกว้างเกิดเป็นหมู่บ้านกระจายเกือบเต็มทุ่ง  มีบ้าน มีเมือง ที่สำคัญและมีบุคคลสำคัญจากอดีตถึงปัจจุบันมากมายจนนับไม่ถ้วน  อย่างเช่น มหาบุรุษทุ่งกุลาร้องไห้เจ้าพ่อศรีนครเตา  ซึ่งกลายเป็นผีใหญ่ที่คนทุ่งกุลาร้องไห้ให้ความนับถือ

 

จุดกำเนิดข้าวหอมมะลิไทยที่มีชื่อเสียงระดับโลก ณ อาณาจักรทุ่งกุลาร้องไห้

                       

ภาพที่ 2 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงเกี่ยวข้าว

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช พระองค์เคยกล่าวสั้นๆ แต่จับใจว่า ”กลิ่นหอมของข้าวไทยไม่มีอะไรมาเทียบเคียงได้

ข้าวเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญที่สุดในสังคมการเกษตรกรรมของประเทศไทย สามารถนำรายได้เข้าประเทศเป็นจำนวนมากทุก ๆ ปี ประเทศไทยสามารถส่งออกข้าวมากเป็นอันดับหนึ่งของโลกมาตลอด 20 ปี  สำหรับข้าวที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในประเทศไทย คือ ข้าวหอมมะลิ เป็นข้าวพันธุ์หลักที่สามารถส่งไปขายในตลาดที่สำคัญ ๆ ทั่วโลก ข้าวหอมมะลินับเป็นข้าวที่มีชื่อเสียงระดับโลก ประเทศไทยผลิตข้าวหอมมะลิและส่งออกมาเป็นเวลาหลายปีมาแล้ว โดยเฉพาะข้าวหอมมะลิ สายพันธุ์ขาวดอกมะลิ 105 (Khao Dawk Mali 105) ที่ปลูกในเขตทุ่งกุลาร้องไห้ เป็นที่ยอมรับมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลกเรื่องความหอมของข้าว จากข้อมูลการสำรวจทางธรณีวิทยา ในการปลูกเชิงการเกษตรเป็นเวลานาน ทำให้รู้ว่า ภาคอีสานเป็นพื้นที่ที่ได้รับมรดกจากธรรมชาติมาน้อยมากเพราะพื้นที่นี้เป็นดินทราย อินทรียวัตถุต่ำ บางแห่งจะมีดินจะมีความเค็มเป็นพิเศษ  สังเกตได้จากร่องรอยเกลือสีขาวที่ปรากฏอยู่ทั่วไป จึงเป็นพื้นที่เหมาะแก่การปลูกข้าวขาวดอกมะลิ  เป็นอย่างยิ่ง กว่าภาคใดๆ ของประเทศไทย

ภาพที่ 3 นายสุนทร สีหะเนิน เป็นผู้ค้นพบข้าวพันธุ์ “ขาวดอกมะลิ 105”

นายสุนทร สีหะเนิน เป็นผู้ค้นพบข้าวพันธุ์ “ขาวดอกมะลิ 105” หรือ ข้าวหอมมะลิ ซึ่งเป็นข้าวที่มีคุณภาพดีที่สุด และราคาแพงที่สุดของประเทศไทย เป็นที่นิยมบริโภคทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยมีการส่งออกปีละ กว่าล้านตัน นำเงินตราเข้าประเทศปีละนับหมื่นล้านบาท ลูกค้าข้าวหอมมะลิที่สำคัญได้แก่ จีน ฮ่องกง สิงคโปร์ และ สหรัฐอเมริกา เกี่ยวกับประวัติการค้นพบข้าวพันธุ์นี้ เริ่มในปี พ.ศ. 2493 - 2494 นายสุนทร     สีหะเนิน   อดีตพนักงานข้าว ฯ  ของกรมการข้าวฯ ในสมัยขณะนั้น  โดยประจำอยู่ที่อำเภอบางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทรา  ได้รับมอบหมายให้ออกไปเก็บรวบรวมพันธุ์ข้าวในภาคตะวันออก   ในอำเภอบางคล้า     ด้วยการคัดเก็บเอารวงข้าวจำนวน 199  รวง  ซึ่งเป็นข้าวที่มีความหอมและเรียกกันว่า  " ข้าวหอมมะลิ " ทั้งหมดถูกเก็บและได้ระบุหมายเลขของรวงที่เก็บมาได้ตามลำดับ

ขอบคุณข้อมูลจาก : www.tungkula.watsri.net

Additional information